ติดต่อ-สอบถาม 093-969-1463

ชุดตรวจเอดส์ ซื้อที่ไหน ถึงจะมั่นใจได้

ชุดตรวจเอดส์ ซื้อที่ไหน

ชุดตรวจเอดส์ ซื้อที่ไหน ก่อนที่เราจะไปถึงตรงนั้น เรามาทำความเข้าใจ โรคเอดส์ กันก่อนดีกว่า

Highlight
• รู้หรือไม่? โรคเอดส์ กับโรคติดเชื้อเอชไอวีไม่เหมือนกัน
• อย. ปลดล็อคอกชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเองแล้ว
• ติดเชื้อเอชไอวี ก็สามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นได้ อายุขัยใกล้เคียงกับคนทั่วไป
• คนไทยลังเลที่จะตรวจเอชไอวีมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 76.9
• ชุดตรวจเอดส์ ซื้อที่ไหน

รู้หรือไม่? โรคเอดส์ กับโรคติดเชื้อเอชไอวีไม่เหมือนกัน
โรคเอดส์ เกิดจากการที่ได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย โดยเชื้อ HIV (Human Immunodeficiency Virus) เกิดจากไวรัสชนิดหนึ่งในกลุ่ม Retrovirus เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะค่อยๆ ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน จนกระทั่งระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายจนหมด ระบบล้มเหลว ทำให้เชื้อฉวยโอกาสเดิมที่หากร่างกายเราแข็งแรงดีจะไม่เกิดอันตรายใด เพราะร่างกายสามารถกำจัดออกได้ด้วยการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกาย แต่เมื่อติดเชื้อเอชไอวีแล้วระบบภูมิคุ้มกันล้มเหลว เชื้อไม่ถูกกำจัดทำให้เราป่วยเป็นโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น วัณโรค โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ภาวะปอดอักเสบจากเชื้อรา เป็นต้น ซึ่งการที่ร่างกายถูกทำลายระบบภูมิคุ้มกันจนหมดนี้จะเรียกว่า ภาวะเอดส์ (AIDs) เมื่อเข้าสู่ภาวะเอดส์แล้วผู้ป่วยมีสิทธิ์ที่จะเสียชีวิตได้ในที่สุด

ติดเชื้อเอชไอวี ก็สามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นได้ อายุขัยใกล้เคียงกับคนทั่วไป
เมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่านมาการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีเป็นการรักษาแบบทานยา ซึ่งแต่การจะต้องทานยาหลายๆ ตัว จนทำให้มีอาการแพ้ หรือผลข้างเคียง เช่น ผื่นคัน อาเจียน เวียนศีรษะ ท้องเสีย เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาให้เหลือการทานยาเพียงเม็ดเดียวต่อวัน เพื่อลดผลข้างเคียงให้น้อยลง ต้องยอมรับว่าถึงแม้ปัจจุบันทางการแพทย์จะมีการพัฒนาและคิดค้นวิธีการรักษาโรคเอชไอวีอยู่เสมอ แต่ยังคงไม่พบวิธีรักษาหรือยาที่สามารถรักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีให้หายขาดได้ ยาที่ให้ผู้ป่วยทานในทุกวันนี้เป็นยาต้านไวรัส ที่ยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี ซึ่งช่วยให้ผู้มีอาการที่ดีขึ้น ป้องกันการทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยมีอายุขัยที่ยาวนานใกล้เคียงคนปกติ และสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆ ได้

คนไทยลังเลที่จะตรวจเอชไอวีมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 76.9
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโรคเอชไอวีจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ยังคงพบว่าผู้คนยังคงเลือกปฏิบัติอย่างมากต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี รู้หรือไม่ว่าประชาชนไทยสามารถเข้ารับการตรวจเอชไอวีได้ฟรีถึงปีละ 2 ครั้ง แต่กลับกันว่า คนไทยลังเลที่จะตรวจเอชไอวีมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 76.9 ทางอย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) จึงแก้ปัญหาโดยการปลดล็อคชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจได้ง่ายขึ้น

ชุดตรวจเอดส์ ซื้อได้ที่ไหน
ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า สามารถหาซื้อชุดตรวจเอดส์ได้จากร้านขายยา แต่ในความเป็นจริงนั้น ชุดตรวจเอดส์ด้วยตนเองจะมีขายอยู่ในเพียงร้านขายยาขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เราจะพบว่ามีการขายชุดตรวจเอดส์ในอินเตอร์เน็ตเยอะมาก ซึ่งบางร้านนั้นจัดได้ว่าชุดตรวจยังไม่ผ่านมาตรฐานอย.ไทยเลยก็ว่าได้ เพราะฉะนั้นก่อนจะซื้อมาตรวจก็พิจารณาเลือกร้านที่ดีๆ น่าเชื่อถือ

ชุดตรวจเอดส์ที่ขายอยู่บนอินเตอร์เน็ต สามารถเชื่อถือได้หรือไม่ จริงๆ แล้วก็มีร้านที่ไว้ใจได้เช่นกัน โดยผู้ซื้ออาจจะต้องสอบถามรายละเอียดสักนิดนึง อย่างเช่น สอบถามเลขอย.และนำไปสืบค้นในเว็บไซต์ หากพบว่ามีจริงก็ควรจะเช็คว่าชุดตรวจที่ขายนั้นมีรูปร่างหน้าตา ตรงกับที่ขออนุญาตหรือไม่ อย่างไรก็ตามทุกคนสามารถหาซื้อมาตรวจกันได้ เพราะการที่เรามีความเสี่ยงมากๆ แล้วกล้าที่จะตรวจ หากรู้ผลว่าเป็นบวกจะสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันที เพื่อหยุดยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสไว้ ควบคุมโรค ให้อยู่ในระยะที่ปลอดภัย เพื่อให้ผู้ป่วยมีอายุขัยที่ยาวนาน ไม่เข้าสู่สภาวะเอดส์ และไม่แสดงอาการของโรค

ชุดตรวจเอชไอวีในปัจจุบัน

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเอง ที่มีที่จำหน่าย และหาซื้อได้อยู่ขณะนี้ จะพบชุดตรวจอยู่ประมาณ 2 ชนิด คือ

  1. การตรวจแบบหาแอนติบอดีที่มีต่อเชื้อไวรัสเอชไอวี (Anti-HIV)
  2. การตรวจแบบหาทั้ง 2 อย่างในคราวเดียวกัน คือ ตรวจหาแอนติเจน ที่มีต่อเชื้อเอชไอวี (p24 antigen) และตรวจแบบ Anti-HIV

ซึ่งถ้าถามในเรื่องประสิทธิภาพ สามารถบอกได้เลยว่าไม่ได้มีประสิทธิภาพที่ต่างกัน หากจะแตกต่างกัน คือ เรื่องของระยะเวลา ที่สามารถใช้ชุดตรวจชนิดนั้นๆ ได้

  • Anti-HIV สามารถตรวจได้ เมื่อมีความเสี่ยงรับเชื้อมา 21 วันแล้ว
  • Anti-HIV และ p24 antigen ในคราวเดียวกัน สามารถตรวจได้เมื่อ มีความเสี่ยงรับเชื้อมา 14 วันแล้ว

ในการตรวจแบบ Anti-HIV และ p24 antigen ในคราวเดียวกันหากพบว่าขีด Anti-HIV ไม่ขึ้น แต่ขีด p24 antigen ขึ้นเพียงขีดเดียวควบคู่กับขีดควบคุม เมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้น แนะนำว่าควรตรวจอีกรอบหนึ่งที่ 21 วันไปแล้ว เพื่อหาแอนติบอดีของเชื้อที่จะเกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าการตรวจแบบที่ 2 นั้น ไม่ได้แม่นยำไปกว่าแบบที่ 1 หากการตรวจแบบที่ 2 ตรวจพบเพียงแอนติเจน ของเชื้อเพียงอย่างเดียว

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook